Sunday, May 2, 2010

รู้จักจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง

คุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเมื่อสิ้นสุดในแต่ละวัน คุณได้ทำอะไรเสร็จไปแล้วบ้าง


        อย่ามัวแต่งมงายอยู่กับเครื่องมือช่วยจัดการเวลาแบบสมัยใหม่กับคู่มือที่ยุ่งยากซับซ้อน ซึ่งไม่ได้ช่วยให้คุณจัดการอะไรได้ดีขึ้นเลย อุปกรณ์ที่คุณต้องใช้มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือ บันทึกรายการสิ่งที่ต้องทำ (To-do List) แบบที่บางคนบอกว่าล้าสมัยไปแล้วนั่นแหละ
       ไม่ว่าคุณจะใช้เครื่องมืออะไรในการทำรายการที่ว่านั้นก็ตาม มีสิ่งสำคัญ 3 ประการที่คุณจะต้องใส่ใจคือ
  • การจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังของงานให้ดี และเป็นไปได้มากที่สุด
  • แบ่งเรื่องใหญ่ๆ ที่จะต้องทำออกเป็นข้อย่อย จะได้ทำให้สำเร็จเป็นข้อๆ ไป
  • การจัดเตรียมรายการใหม่สำหรับวันอื่นๆ
          คุณต้องจำไว้ว่าประมาณ 1 ใน 5 ของสิ่งที่อยู่ในรายการนั้น คือ สิ่งที่จำเป็นจริงๆ และคุณควรจะตั้งใจทำรายการเหล่านั้นให้สำเร็จก่อน ส่วนรายการอื่นอาจจะมีประโยชน์ แต่ถ้าทำไม่เสร็จ ก็คงไม่ถึงกับทำให้โลกแตกไปเดี๋ยวนั้น

ไอเดียสำหรับคุณ...
         จดรายการของงานที่คิดว่าจะทำไม่ได้เก็บไว้ในลิ้นชัก แล้วค่อยนำมันออกมาตอนเวลาเลิกงาน เมื่อคุณทำงานนั้นจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว หรือเมื่อคุณคิดว่างานที่เขียนเอาไว้ในรายการคงไม่สำเร็จจริงๆ  การได้เห็นรายการนั้นอีกครั้งอาจช่วยให้คุณไม่มองเห็นภาพอีกด้านหนึ่งของตัวเอง และมีพลังมากขึ้นสำหรับวันพรุ่งนี้

          การที่จะจัดการกับรายการที่ดูยุ่งเหยิงอยู่นั้น ให้แยกรายการออกเป็น 2 รายการ รายการหนึ่งสำหรับสิ่งที่จำเป็นต้องทำวันนี้ กับรายการหนึ่งสำหรับสิ่งที่คุณอาจจะเก็บไว้ทำตอนที่มีเวลาพอหรือนึกอยากจะทำ อย่าแม่แต่จะคิดที่จะไปเหลือบดูรายการหลังก่อน จนกว่าคุณจะทำสิ่งที่อยู่ในรายการแรกสำเร็จเสร็จสิ้น

          เรียบเรียงรายการสำหรับวันพรุ่งนี้ในช่วงก่อนเลิกงานของแต่ละวัน อย่ารอจนถึงตอนเช้าของอีกวันแล้วพบว่า งานแรกในรายการของสิ่งที่ต้องทำก็คือ การเขียนรายการสิ่งที่ต้องทำของวันนี้นั่นแหละ แล้วก็อย่ามัวแต่แก้แล้วแก้อีกในรายการของวันนี้ ให้เริ่มทำใหม่ไปเลยในแต่ละครั้ง ส่วนใหญ่ทุกคนจะใช้เวลาครึ่งชั่วโมงสุดท้ายก่อนเลิกงานจัดแจงเก็บโต๊ะให้เรียบร้อย รอไว้สำหรับวันถัดไป อย่าได้ทำเช่นนั้น! ขอให้คุณมาเริ่มวันใหม่กับโต๊ะรกๆ และสมองที่ปลอดโปร่งยังจะดีซะกว่า

ข้อคิด  สะกิดใจ
"การไม่ได้วางแผน ก็คือแผนที่ล้มเหลวอย่างหนึ่ง"
เอ็ฟฟี่ โจนส์

วิธีทำใจให้รักงานที่ตัวเองทำอยู่


เมื่อไม่ได้งานที่ตัวเองรัก ก็จงรักในงานที่ตัวเองทำ

คุณเกลียดงานที่ทำอยู่ตอนนี้เหรอ? เรื่องนี้พอจะเดาออกได้ว่ามาจาก 3 สาเหตุ คือ เกลียดลักษณะงาน เกลียดสภาพแวดล้อม รวมถึงเพื่อนร่วมงานด้วย หรือไม่ก็เป็นเพราะมีบางอย่างเกิดขึ้นในชีวิตของคุณ จนทำให้รู้สึกว่างานนั้นไม่มีค่าเอาเสียเลย แล้วคุณก็อยากจะเปลี่ยนวิถีชีวิตแบบเดิมที่จำเจนี้เสียที หรือไม่อีกทีก็คือ คุณกำลังฝืนใจตัวเองแบบสุดๆ ในการทำงานนี้ บางครั้งสาเหตุที่เราเกลียดงานที่ทำอยู่ก็เพราะเราบอกไม่ได้ว่า อะไรกันแน่ที่ทำให้ชีวิตเราเครียดขนาดนี้ เราอยากจะทุ่มเทให้กับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่งานนี้ ดังนั้นลองมาหาหนทางแก้ไขกันดีกว่า วิธีดังต่อไปนี้จะช่วยแก้ไขได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ดูแลสิ่งที่รายล้อมต้วคุณ
จงทำใจให้รักสิ่งต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าที่ทำงานของคุณมันดูรกรุงรังและน่าเบื่อ คุณก็คงจะไม่รู้สึกดีขึ้นมาได้ ดังนั้นคุณจึงต้องจัดโต๊ะทำงานเสียใหม่ รื้อของที่กองระเกะระกะทิ้งไป นำสิ่งที่ดูแล้วสบายตาสบายใจมาประดับตกแต่งบ้าง หรือติดรูปวิวสวยๆ ที่คุณถ่ายมาตอนไปเที่ยวหรือรูปสถานที่ที่คุณอยากไป (ดีกว่าเอารูปครอบครัวมาติด มันอาจจะดูส่วนตัวเกินไป) แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกอะไรมาตกแต่งโต๊ะทำงาน ก็อย่าลืมเปลี่ยนมันทุก  2 สัปดาห์ ไม่งั้นสมองของคุณก็คงจะบันทึกแต่ภาพเดิมซ้ำอีกนั่นแหละ

ผ่อนคลายในช่วงพักกลางวัน
เวลาพักกลางวัน ไม่ควรจะเป็นเวลาที่คุณมัวแต่ไปแย่งซื้ออาหารขยะแล้วก็เดินขวักไขว่ตามแหล่งชอปปิ้ง จงใช้เวลาในการวางแผนว่าทุกๆ ช่วงกลางวันจะออกกำลังกายเบาๆ ยังไง จะไปรับอากาศบริสุทธิ์ได้ที่ไหน หาอาหารเพื่อสุขภาพอร่อยๆ ทาน และใช้เวลาวาดรูปหรือทำงานศิลปะที่ชอบก็ได้ พยายามใช้เวลาช่วงกลางวันผ่อนคลายให้ได้มากที่สุด

หาเพื่อนร่วมงานปรับทุกข์บ้าง
ถ้ามีใครในที่ทำงานจ้องเล่นงานคุณอยู่คนเดียวล่ะก็ จงหาทางรับมือกับพวกเขาให้ดี คุณสามารถใช้เวลาในแต่ละวันแต่ไม่เกิน 5 นาที เพื่อระบายเรื่องทุกข์ร้อนในใจเกี่ยวกับเพื่อนร่วมงานให้เพื่อนหรือใครสักคนที่คุณไว้ใจ (ไม่ใช่ใครก็ได้) รับฟัง ยังไงก็ตาม ขอบอกว่ายิ่งคุณพูดเรื่องแง่ลบของที่ทำงานมากแค่ไหน ก็ยิ่งจะทำให้คุณจมอยู่ในความทุกข์และความเครียดมากขึ้นเท่านั้น

รักตัวเอง
เปลี่ยนตัวเองเสียใหม่ ทำงานให้หนักขึ้นและดีกว่าเดิม หลายคนที่ไม่มีความสุขกับงานมักจะบอกกับตัวเองว่า เขาทำงานหนักมาก ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง งานที่ทำอยู่ออกมานั้นยังด้อยคุณภาพอยู่มาก ถ้าคุณรู้ตัวว่ายังไปไม่ถึงไหนก็ควรพัฒนาความรู้และทักษะของตัวเอง ดูผลงานหรือสิ่งที่คุณทำให้ผู้อื่นแล้วถามตัวเองว่า คุณจะทำให้มันดีขึ้นกว่านั้นได้อย่างไร แล้วทำให้เต็มกำลังความสามารถที่คุณมีอยู่ ใส่พลังความคิดสร้างสรรค์และความรักในงานอีกสักนิดด้วยก็จะดี และคุณก็จะต้องทำงานทุกอย่างด้วยความขยันขันแข็งและมองในแง่ดีเสมอ ก็จะเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นในตัวเองขึ้นมาได้อย่างมาก

ศรัทธาในความฝันของตัวเอง
ในแต่ละชั่วโมง คุณอาจจะให้เวลากับตัวเองสัก  5 นาทีในการคิดถึงสิ่งที่ต้วเองใฝ่ฝัน คุณอาจจะหาหนังสือเกี่ยวกับงานอะไรก็ได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานที่คุณทำอยู่ในปัจจุบันมาอ่าน ไม่แน่มันอาจจะเป็นการจุดประกายความคิดอะไรบางอย่างให้คุณได้เปลี่ยนเส้นทางชีวิตไปเลยก็ได้

ข้อคิด สะกิดใจ
"เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้ทำให้คนเราเกิดความขุ่นเคืองใจหรอก
แต่เป็นเพราะความคิดและความรู้สึกที่คนเราไปยึดถือมันไว้ต่างหาก"
นักปรัชญาชาวกรีซ


จากบทความของหนังสือ หางานได้ตรงใจ ตามที่ฝัน

Saturday, May 1, 2010

แรงบันดาลใจแห่งชีวิต

          บนหนทางชีวิตของแต่ละคน ล้วนต่างมีจุดหมาย มีความใฝ่ฝันแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่ทุกคนปรารถนาคือความสำเร็จนั้น ใช่ว่าจะได้มาโดยง่าย
          สำหรับชีวิตแล้วไม่เคยมีหนทางใดที่จะนำเราไปสู่จุดหมายโดยไร้อุปสรรค ความฝันยิ่งยาวไกล อุปสรรคขวากหนามยิ่งมาก ความหวังยิ่งตั้งไว้สูง ก็ยิ่งกดดัน ยิ่งต้องเพิ่มความพยายามขึ้นเป็นทวีคูณ
          บางครั้งความฝัน ความหวังของคนเรา อาจมีจุดหมายเดียวกัน แต่วิถีทางหรือวิธีการที่คนเราจะตัดสินใจก้าวไปนั้นอาจไม่เหมือนกัน ความสำเร็จจึงมีองค์ประกอบต่างๆ มากมาย ที่หล่อหลอมรวมกันเพื่อสรรค์สร้างให้เกิดขึ้นมา และด้วยองค์ประกอบที่ไม่เท่ากัน การก้าวไปสู่ความสำเร็จของคนแต่ละคน จึงได้ผลลัพท์ออกมาที่แตกต่างกัน
          "แรงบันดาลใจ" คืออีกหนึ่งพลังพิเศษ ที่จะสามารถทำให้คนคนหนึ่งทุ่มเททุกอย่างโดยไม่ย่อท้อหรืออ่อนล้าง่ายๆ
            "แรงบันดาลใจ" ทำให้คนเราเกิดความคิดสร้างสรรค์ เกิดความใฝ่ฝันที่จะทำ ที่จะเป็นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เป็นจริงขึ้นมาให้ได้ในชีวิตอย่างแน่วแน่
           คนบางคนที่ผิดพลั้ง พ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า จึงยังคงสามารถยืนหยัดต่อสู้กับโชคชะตาได้อย่างไม่ท้อถอย คนคนหนึ่งจึงไม่เคยหวาดหวั่นต่ออุปสรรคปัญหานานาที่รุมเร้า คนคนหนึ่งจึงสามารถอดทนรอคอยวันเวลาแห่งความสำเร็จมาถึงอย่างเข้มแข็ง แม้ว่าชีวิตจะมีริ้วรอยของบาดแผลผ่านวันเวลามายาวนานเพียงใด
           "แรงบันดาลใจ" ทำให้เรากล้าที่จะก้าวออกไป กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง กล้าที่จะฝ่าฟันทุกสิ่งทุกอย่าง เพียงเพื่อให้บรรลุถึงจุดหมายปลายทางที่วาดหวังไว้ในใจ
            ใครสักคนที่เรารัก ใครสักคนที่เราศรัทธา ภาพชีวิตบางภาพที่ตรึงตรา ถ้อยคำบางประโยคที่ซึ้งใจ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนก่อให้เกิด "แรงบันดาลใจ" ขึ้นมาได้เสมอ
             บนหนทางชีวิตของคนแต่ละคน ล้วนต่างมีจุดหมาย ความใฝ่ฝันแตกต่างกันไป แต่เสบียงแห่งชีวิตที่จะนำพาเราไปสู่จุดหมายนั้น อาจมีไม่เท่ากัน คนที่เข้มแข็งกว่าย่อมมีโอกาสไปถึงจุดหมายได้มากกว่า ความเข้มแข็งในที่นี้ได้รวมไปถึงพลังทุกส่วนที่มีอยู่ในชีวิต และความเข้มแข็งที่สำคัญที่สุดของคนเรา อยู่ที่ "ใจ" นั่นเอง.
ข้อคิด สะกิดใจ
"ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่การไม่เคยล้มเหลว หากอยู่ที่การสามารถลุกขึ้นได้ทุกครั้งที่ล้มลง"
มนต์สุนทร สุราช
     
       แรงบันดาลใจของผมที่จะทำ Blog นี้ขึ้นมาก็เพราะภาพยนต์เรื่อง Julie & Julia ซึ่งเป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งต้องการจะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ โดยการทำอาหารฝรั่งเศสให้ได้ครบทุกสูตรตามหนังสือเล่มหนึ่ง โดยได้มีการตั้งเวลาไว้ว่าจะต้องเสร็จภายใน 1 ปี และได้มีการเขียนความบันทึกความก้าวหน้าไว้ใน Blog ซึ่งเธอก็ได้พบกับอุปสรรคหลายต่อหลายอย่าง แต่ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ ทำให้ผมมีแรงบันดาลใจ มีกำลังใจ ที่จะทำ My HR Tools Blog ขึ้นมา ต้องขอบคุณผู้ที่สร้างภาพยนต์เรื่องนี้ขึ้นมา รวมถึงทุกๆ คนที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมครับ ขอบคุณครับ
http://www.julieandjulia.com/
        และจากบทความของหนังสือแรงบันดาลใจแห่งชีวิตนี้เองที่ทำให้ผมมีพลังที่จะทำสิ่งต่างๆ เพื่ออนาคต เพื่อสังคมของเรา และขอขอบคุณ Google ที่สร้าง Blogger ขึ้นมาทำให้ความฝันที่จะมีเว็บไซต์ของตัวเองเป็นจริงขึ้นมาได้ และต้องขอขอบคุณหนังสือ ทำ Blog ยังไงให้ทำเงิน ของคุณสุณี จารุธรรมพิทักษ์ด้วย ที่สอนวิธีทำบล็อกทุกอย่างทุกขั้นตอน อ่านได้เข้าใจง่ายมากเลยครับ